0 Comments

Wrinkle In Time หายนะครั้งใหม่จากดิสนีย์
ดิสนีย์คือค่ายหนังที่มีแนวทางในการสร้างหนังของตัวเองชัดเจนเป็นอย่างมาก
ซึ่งแนวทางที่ว่าคือ การสร้างภาพยนตร์ที่เน้นตลาด
เด็กและครอบครัวเป็นหลัก โดยที่มีผลงานที่ประสบความสำเร็จต่างๆมากมาย
A Wrinkle In Time ถือเป็นผลงานดัดแปลงจากนิยายขายดี
เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประมาณว่า จะเป็นหนังเจ๊งประจำปีนี้หรือเปล่า
เนื่องจากว่าหลังจากที่ตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ได้ถูกปล่อยออกมา
ถือว่าไม่น่าติดตามหรือน่าตีตั๋วเข้าไปชมเลยก็ว่าได้
จนกระทั่งผมได้พิสูจน์ด้วยตาของตัวเอง บอกได้คำเดียวเลยว่า เป็นไปตามคาดจริงๆ
ตัวหนังเต็มไปด้วยความเด็กที่เรียกได้ว่า กะขายเด็กเต็มๆเลยทีเดียว
แต่ว่ามันดันมีการเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาใส่ปะปนกับตัวหนังเข้าไปด้วย
ซึ่งอีกครึ่งนึงของเรื่องจะเป็นโทนแฟนตาซี ทำให้ 2 ส่วนนี้ดูขัดแย้งกันโดยตลอดระหว่างดู
รวมไปถึงแคสติ้งนักแสดงที่เรียกได้ว่า ไม่ใช่ดาราที่สามารถดึงดูด
ให้คนเข้ามาชมหรือเพลิดเพลินไปกับตัวเรื่องเลยก็ว่าได้
ส่วนดีที่สุดของหนังก็น่าจะเป็นน้อง Levi Miller และภาพวิวต่างๆที่สวยงามเตะตามากจริงๆ
ในเมื่อองค์ประกอบต่างๆที่มันโคตรจะไม่เข้ากัน ได้ถูกมามิกซ์ผสมรวมกัน
ผลงานที่ออกมาเลยเลยแบบว่า จะบอกว่าดีก็พูดไม่ได้เต็มปาก
จะว่าไม่ดีก็พูดไม่ได้เต็มปากเช่นกัน มันมีทั้งส่วนที่เวิร์คดี และโคตรขัดใจปะปนกันไปหมด
รวมไปถึงตัวบทเองที่หลังจากดูหนังจบ
ผมเองก็ยังจับทางหรือจับประเด็นที่หนังอยากเล่าได้ไม่หมดเลยจริงๆ
มันมีความรู้สึกว่าเหมือนรีบๆเล่าข้ามๆจนไม่รู้เรื่อง
(ในใจมีคิดว่าดูๆไปก่อนหนังอาจจะมีเฉลยเหตุผลต่างๆตอนท้ายให้เข้าในก็ได้)
แต่ว่าในที่สุดก็ไม่ได้รับการเฉลยหรืออะไรใดๆเลยที่ทำให้เข้าใจในตัวหนังที่ต้องการจะสื่อกับคนดู
สรุปแล้ว A Wringke In Time เป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างน่าผิดหวังจริงๆ
ไม่นึกว่าดิสนีย์จะปล่อยผลงานแบบนี้ออกสู่สายตาคนดูได้
รวมทั้งเป็นหนึ่งในหนังดิสนีย์ที่ไม่ชอบเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นหนังที่โชว์รูมทีวี
จะนำไปใช้เปิดเทสสีสันของทีวีแน่นอน เพราะภาพสวยสีสดดีจริงๆสำหรับเรื่องนี้
ดิสนีย์ประเทศไทยคิดถูกแล้วที่ฉายในวงจำกัด ฉายจำกัดโรงเพราะโอกาสเจ๊งสูงจริงๆเรื่องนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *