หมวดหมู่: รีวิวหนัง

ธ.ค. 09 2018

My Hero Academia: Two Heroes ” กำเนิดใหม่ 2 วีรบุรุษ “

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ?
หนังสร้างมาจากการ์ตูนอนิเมชั่น/มังงะมีชื่อเสียงจากค่าย Shonen Jump Boku no Hero Academia
ที่เล่าถึงโลกในอนาคตที่ผู้คนมีพลังพิเศษ แล้วก็เต็มไปด้วยเหล่าวีรบุรุษมากมาย
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นอย่างนั้น มิโดริยะ อิสึกุ คือเด็กที่ไฝ่ฝันอยากเป็นฮีโร่
แต่ว่าเขากลับเป็นคนธรรมดาไม่มีพลังอะไร จนวันนึงเขาได้พบกับออลไมท์
วีรบุรุษอันดับ 1 ของโลกรวมทั้งได้ทราบความลับของเขา
รวมไปถึงได้รับการถ่ายทอดจน มิโดริยะ ได้รับพลังนั้นมา
ในภาคมูฟวี่นี้ มิโดริยะ และ ออลไมท์ได้รับคำเชิญให้ไปร่วมงาน ไอ เอ็กซ์โป
หรือเทศกาลที่เหล่าฮีโร่มารวมตัวกันบนเกาะวิทยาศาสตร์ที่เคลื่อนที่ไปมาได้
แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่างานที่เหล่าฮีโร่รวมตัวกันชุกชุมแบบนี้
จะเกิดเหตุการณ์เหล่าร้ายมาบุกยึดเกาะและจับทุกคนเป็นตัวประกันไว้ได้
เหล่าฮีโร่มืออาชีพทั้งหลายรวมไปถึงออลไมท์เองก็เสียท่า
เหล่าร้ายเหมือนต้องการเข้ามาชิงอะไรบางอย่าง แต่มันก็พลาดที่ลืมจัดการกับพวกเด็กนักเรียน
ที่นำทีมโดยมิโดริยะและเพื่อนๆจะต้องหยุดยั้งและช่วยเหลือทุกคนเอาไว้ให้ได้
สนุกมากกก หนังไม่ได้ทำมาแค่มาตอบสนองเอาใจแฟนคลับ
แฟนบอยของการ์ตูนประเด็นนี้สิ่งเดียว แม้กระนั้นหนังยังตั้งใจในทุกอย่าง
โดยเฉพาะความสนุกสนานที่อัดแน่นตลอดชั่วโมงครึ่ง
เหมือนหนังจำลองจังหวะการเล่าทั้งหมดของฉบับอนิเมะ ซีรีส์ มาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนึง
เพียงแต่ว่ามันกระชับกว่าและเข้าถึงได้ง่ายกว่ามากๆ
ในช่วงแรกที่หนังปูเรื่อง อาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่ก็ไม่นาน
หลังจากที่เครื่องติดปุ๊บหนังก็ดูได้อย่างสนุก
สิ่งที่ชอบมากคือเสียงและดนตรีประกอบของหนังที่จริงๆแล้วมิกซ์มาดีตั้งแต่ตอนทำซีรีส์แล้ว
มันกลายเป็นความมันส์และความอิ่มอีกอย่างเวลาเราดูหนังเรื่องนี้เลย
แถมตรงจุดนี้อย่างสอดคล้องกับสิ่งที่ชอบมากอีกจุด นั้นก็คือฉากแอคชั่นที่โคตรมันส์ จัดเต็มมาก
เพราะตัวร้ายไม่ง่อยเลย อลังการมากๆสมน้ำสมเนื้อกับ ออลไมท์ และพระเอกของเราเลย
โดยรวมแล้ว ถ้าคุณเคยดูมายฮีโร่ หลงรักในความเป็นโชเน็น+อเมริกันของการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว
ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงเลย รับประกันความสนุกอย่างแน่นอน
แต่ว่าถ้าเกิดไม่เคยดูมาก่อนอาจจะต้องไปทำการบ้านมานิดนึง เพราะหนังมีตัวละครเสริมค่อนข้างเยอะ
แล้วส่วนที่อธิบายตอนต้นก็เน้นไปที่การเล่าปูแค่ออลไมท์กับพระเอก
บางครั้งก็อาจจะงงเวลาเจอมุกหรือคาแรคเตอร์อื่นๆก็ได้
แต่ว่าไม่อยากที่จะให้พลาดจริงๆสำหรับเรื่องนี้ สนุกมาก ครบรส จัดเต็มสุดๆ…

ธ.ค. 05 2018

หนัง A Wrinkle in Time – ย่นเวลาทะลุมิติ

Wrinkle In Time หายนะครั้งใหม่จากดิสนีย์
ดิสนีย์คือค่ายหนังที่มีแนวทางในการสร้างหนังของตัวเองชัดเจนเป็นอย่างมาก
ซึ่งแนวทางที่ว่าคือ การสร้างภาพยนตร์ที่เน้นตลาด
เด็กและครอบครัวเป็นหลัก โดยที่มีผลงานที่ประสบความสำเร็จต่างๆมากมาย
A Wrinkle In Time ถือเป็นผลงานดัดแปลงจากนิยายขายดี
เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประมาณว่า จะเป็นหนังเจ๊งประจำปีนี้หรือเปล่า
เนื่องจากว่าหลังจากที่ตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ได้ถูกปล่อยออกมา
ถือว่าไม่น่าติดตามหรือน่าตีตั๋วเข้าไปชมเลยก็ว่าได้
จนกระทั่งผมได้พิสูจน์ด้วยตาของตัวเอง บอกได้คำเดียวเลยว่า เป็นไปตามคาดจริงๆ
ตัวหนังเต็มไปด้วยความเด็กที่เรียกได้ว่า กะขายเด็กเต็มๆเลยทีเดียว
แต่ว่ามันดันมีการเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาใส่ปะปนกับตัวหนังเข้าไปด้วย
ซึ่งอีกครึ่งนึงของเรื่องจะเป็นโทนแฟนตาซี ทำให้ 2 ส่วนนี้ดูขัดแย้งกันโดยตลอดระหว่างดู
รวมไปถึงแคสติ้งนักแสดงที่เรียกได้ว่า ไม่ใช่ดาราที่สามารถดึงดูด
ให้คนเข้ามาชมหรือเพลิดเพลินไปกับตัวเรื่องเลยก็ว่าได้
ส่วนดีที่สุดของหนังก็น่าจะเป็นน้อง Levi Miller และภาพวิวต่างๆที่สวยงามเตะตามากจริงๆ
ในเมื่อองค์ประกอบต่างๆที่มันโคตรจะไม่เข้ากัน ได้ถูกมามิกซ์ผสมรวมกัน
ผลงานที่ออกมาเลยเลยแบบว่า จะบอกว่าดีก็พูดไม่ได้เต็มปาก
จะว่าไม่ดีก็พูดไม่ได้เต็มปากเช่นกัน มันมีทั้งส่วนที่เวิร์คดี และโคตรขัดใจปะปนกันไปหมด
รวมไปถึงตัวบทเองที่หลังจากดูหนังจบ
ผมเองก็ยังจับทางหรือจับประเด็นที่หนังอยากเล่าได้ไม่หมดเลยจริงๆ
มันมีความรู้สึกว่าเหมือนรีบๆเล่าข้ามๆจนไม่รู้เรื่อง
(ในใจมีคิดว่าดูๆไปก่อนหนังอาจจะมีเฉลยเหตุผลต่างๆตอนท้ายให้เข้าในก็ได้)
แต่ว่าในที่สุดก็ไม่ได้รับการเฉลยหรืออะไรใดๆเลยที่ทำให้เข้าใจในตัวหนังที่ต้องการจะสื่อกับคนดู
สรุปแล้ว A Wringke In Time เป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างน่าผิดหวังจริงๆ
ไม่นึกว่าดิสนีย์จะปล่อยผลงานแบบนี้ออกสู่สายตาคนดูได้
รวมทั้งเป็นหนึ่งในหนังดิสนีย์ที่ไม่ชอบเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นหนังที่โชว์รูมทีวี
จะนำไปใช้เปิดเทสสีสันของทีวีแน่นอน เพราะภาพสวยสีสดดีจริงๆสำหรับเรื่องนี้
ดิสนีย์ประเทศไทยคิดถูกแล้วที่ฉายในวงจำกัด ฉายจำกัดโรงเพราะโอกาสเจ๊งสูงจริงๆเรื่องนี้…

พ.ย. 29 2018

Truth or dare จะไม่ลำบากถ้าไม่ใจง่ายไปกับคนแปลกหน้า

ถือว่าเป็นช่วงขาขึ้นของหนังระทึกขวัญ/สยองขวัญจากค่าย Blumhouse Productions
ผู้สร้างอย่าง Happy Dead Day The Purge, Ouija,Split ,Get out
ที่เป็นหนังเจ้าของทุนสร้างต่ำ แต่ได้กำไรเกิน 100% จนมาถึงปีนี้
ได้เข็นหนังอย่าง Truth or Dare ออกสู่สายตาคนทั่วโลก
เป็นหนังที่ว่าด้วยการหยิบเอาเกมส์ที่เหล่าวัยรุ่นอเมริกาชอบเล่น เวลาแฮงเอาท์กัน
เพราะเวลาเมา มันมักจะมีความกล้า บ้าบิ่นมากกว่าเวลามีสติ ซึ่ง Truth or Dare
กติกาเกมส์นี้ก็ง่ายๆเลยคือ ให้คนถูกถามเลือกระหว่าง จะตอบคำถามตามความจริง
หรือจะเลือกให้คนถามนั้นถ้าให้ทำอะไรก็ได้และต้องทำตาม
ซึ่งบ้างครั้งอาจจะเพิ่มความยากของเกมส์ไปอีกด้วยการเพิ่มกติกาขึ้นมาว่า
ถ้าผู้เล่นแต่ละคนเลือกที่จะตอบความจริงติดกัน 2 คน คนที่ 3 จะไม่มีสิทธิ์เลือก จะต้องรับคำท้าเท่านั้น
เรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรผิดคาดจากในตัวอย่างหนังซักเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องราวก็เกี่ยวกับ
กลุ่มตัวละครหลักหาเรื่องไปเที่ยวที่แม็คซิโกในตอนวันหยุด
แล้วก็ได้ถูกชวนจากคนแปลกหน้าไปยังโบสถ์ร้าง และเล่นเกมส์ Truth of Dare ที่นั่น
ทำให้มีอะไรบางอย่างติดตามกลับมาบ้านด้วย และบังคับให้แต่ละคนเล่นเกมส์นี้ ที่มีเดิมพันด้วยชีวิต
ซึ่งถ้าใครโกง หรือไม่ทำตามกติกา ก็จะตายไปตามกัน ซึ่งต้องตามหาความจริงกว่าอะไรเป็นคนเริ่มคำสาปนี้
และต้องออกหาทางแก้จนกว่าจะไม่เหลือเพื่อนๆรอดซักคน ในจุดนี้ มีความดูได้เพลินๆ
ตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่หลังจากที่ดูจบแล้วออกมาขบคิดเพิ่มเติม ส่วนตัวคิดว่า
บทหนังนั้นมีความซอฟต์มากเกินไป ในบางจุดน่าจะเล่นกับความแหวะ
ความสยองกับการตายได้มากกว่านี้ หรือออกแบบฉากได้ลุ้นหวาดเสียวได้มากกว่านี้ (ในส่วนนี้ถือว่าสอบตก)
สรุปแล้ว Truth or Dare เป็นหนังที่ถ้าคนดูไม่คาดหวังอะไรมากมายจากตัวหนัง
มันก็จะสามารถชมได้เพลินๆเลยทีเดียว แต่ว่าก็ไม่ได้ถึงกับประทับใจมากมายเท่าไหร่…

พ.ย. 26 2018

รีวิว Hereditary 

ปกติชอบดูหนังผีอยู่แล้ว
อาจจะกลัวบ้างสักสองสามวันเช่น Conjuring, IT, Incidious
แล้วต่อจากนั้นก็จะเหลือแค่ความว้าว
ความชื่นชมยินดีให้เรื่องราวของหนังเรื่องนั้นๆตอนแรกที่มอง Trailer
ของหนังเขย่าขวัญเรื่อง Hereditary นั้น รู้สึกกลัวๆว่าจะดีไหมนะ หลังๆ
มักจะกลัวหนังผีที่ตรรกะพัง ไม่สมเหตุสมผล จะทำให้หลุดและไม่อยากดูต่อเลย

ดูจบแล้วเป็นไงบ้าง
เครียดมาก ราวกับดูหนังดราม่าหนักๆสักเรื่องหนึ่ง ปวดหัวและจิตตกไปเลย
ด้วยรายละเอียดแล้วก็วิธีการเล่าทำให้พวกเรารู้สึกเครียด
กดดัน รู้สึกได้ของความจิตป่วยของตัวละครอย่างรุนแรง
เมื่อพวกเราเดินออกจากโรงหนังต้องไปหาน้ำหวานๆเย็นๆดื่มเยียวยาจิตใจตัวเองเลย

น่ากลัวไหม
หนังเรื่องนี้ไม่น่ากลัวเลย และไม่ทำให้สะดุ้งเลยแม้แต่น้อยมาก จะแสยะ แหวะด้วย
มีแต่ความหลอนในวิชวลของภาพ ทีแรกๆมีความคิดว่าหัวข้อนี้ทำอะไรให้พวกเรากลัวไม่ได้หรอก
หลังจากดูจบคิดว่าสบายแล้ว คืนนี้นอนฝันดีแน่ๆแต่ต่อไปสักวันสองวัน
เรื่องราวและความรู้สึกของตัวละครที่พบเจอวิบากกรรมนี้ยังคงตามหลอกหลอนอยู่
เป็นปกติหนังผีก็จะมีวิชวลของผีน่าเกลียดน่ากลัว สยดสยองมาหลอกตัวละครให้พวกเราเห็นจะจะกับตาพวกเรา
ภาพที่ติดตาติดอารมณ์สักพักก็จะบรรเทาคลายความหวาดกลัวไปได้ แต่ว่าเรื่องนี้ไม่เห็นตัวผีวิญญาณอะไรเลย
แต่สิ่งที่หลอกหลอนกลับเป็นสิ่งที่ตัวละครพบเจอและเรื่องราวที่หนักหน่วง
มันหนักและหลอกหลอนยาวนานตราบเท่าที่ยังจำเนื้อเรื่องนี้ได้
อีกทั้งบรรยากาศและภาพที่ใช้ในเรื่องไม่ได้เป็นแบบหนัง Blockbuster
เหมือนกับ conjuring, it, inciduous แต่ว่าเป็นภาพสไตล์หนังยุโรป
หนังทางเลือก (อินดี้) แบบเย็นๆหลอนๆนิ่งๆแต่ภาพสวยมาก เหมือนเรื่อง Her ประมาณนั้นเลย ยิ่งทำให้หลอนกันไปใหญ่…

พ.ย. 21 2018

รีวิว Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald

ภาพยนตร์ภาคต่อจากโลกเวทย์มนต์
Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald
อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ ที่เหล่าสาวกรอกันมานานกว่า 2 ปี
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนโดย เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling)
ในภาคนี้เน้นไปที่เรื่องราวของพ่อมดเลื่องชื่อ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ รับบทโดย จอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp)
และก็การปกป้องชีวิตและการไขปริศนาที่มาของ ครีเดนซ์ รับบทโดย เอซรา มิลเลอร์ (Ezra Miller)
ภาคนี้มีเรื่องราวสำคัญอยู่สองอย่าง นั่นคือ
การตามติดชีวิตของ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์และตามหาครอบครัวของ ครีเดนซ์
ผู้มีพลังด้านมืดอยู่ในร่างกาย ใครเป็นสาวกของแฮร์รี่ พอตเตอร์ต้องติดตามชมกันแน่
เพราะนี่คือภาคแยกของสัตว์วิเศษ แม้เมืองนอกวิจารณ์ไม่ดี
แต่ว่าพอใช้ดูจริงมันก็ไม่ได้ห่วยอย่างที่คิดตัวละครเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่
เลยไม่ค่อยสดใสเหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาพรวมเลยเป็นแบบดาร์กๆหม่นๆ
แต่หัวข้อนี้ก็ทำให้เราตื่นเต้นไปกับเป็นสัตว์นานาประเภท
ที่ทยอยออกมาโชว์ความสามารถอย่างเจ้านิฟเฟลอร์ที่ออกมาขโมยซีนสุดๆ
แต่ว่าหนังไมได้ทำให้เราจดจ่อกับประเด็นสำคัญมากนัก
เพราะมักจะมีเรื่องเล็กๆออกมาดึงดูดความสนใจให้ไขว้เขวเสมอ
ในส่วนอาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ก็ไม่ได้หวือหวามากนัก
เพราะหนังบอกเพียงแค่การเริ่มต้นที่จะปฏิบัติภารกิจของตัวร้ายตัวนี้เท่านั้น
เหมือนว่าเรื่องราวต่างๆในภาคนี้เป็นการปูเนื้อหาเพื่อเข้าสู่ภาคต่อเสียมากกว่า
แต่ว่าอย่างน้อยหนังก็ไม่ได้น่าเบื่อเกินไป เพราะว่ายังมีการหักมุมแบบที่คาดไม่ถึง
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกข้าง รวมถึงครอบครัวและชาติกำเนิดของครีเดนซ์ด้วย
ว่าไปก็อยากดูภาคต่อเร็วๆจังเพราะฉะนั้นใครชอบโลกเวทมนตร์ ภาพสวยๆ
แฟนตาซีก็ไม่ควรพลาดเด็ดขาด ว่างๆก็ลองไปดูกัน รับรองว่าคุณจะชอบใจแน่นอน…

พ.ย. 16 2018

The Kid Who Would Be King เด็กที่จะเป็นกษัตริย์

The Kid Who Would Be King อภินิหารดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์
กำกับและเขียนบท : โจ คอร์นิช
แนวภาพยนตร์ : แฟนตาซี , ผจญภัย
แสดงโดย : ลูอิส แอชบอร์น เซอร์กิส, ดีน โคมู, ทอม เทย์เลอร์,
ริฮานน่า ดอริส, แองกัส อิมรี่, แพทริค สจ๊วต และ รีเบคกา เฟอร์กูสัน
เข้าฉาย : 17 เดือนมกราคม 2562
ภาพยนตร์ที่กำกับและเขียนโดย โจ คอร์นิช The Kid Who Would Be King
เด็กที่จะเป็นกษัตริย์ ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี , ผจญภัย
โดยได้นักแสดงนำของเรื่อง หลุยส์ เซอร์กิส (ลูกชายของแอนดี้ เซอร์กิส )
จะว่าเด็กก็ไม่ได้แล้วเพราะตอนนี้ตอนนี้เขาอายุ 14 แล้ว
และพร้อมจะมาโชว์ฝีมือการแสดงบนจอเงิน
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Kid Who Would Be King
เด็กที่จะเป็นกษัตริย์ ได้มีการปล่อยโปสเตอร์
แล้วก็คลิปตัวอย่างแรกออกมาได้ไม่นานก็มีผู้คนกดเข้าไปดูสูงถึง 2 แสนคน
ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจอย่างมากกับคอหนัง แฟนตาซี จะน่าสนุกขนาดไหนไปชม
ตัวอย่าง https://youtu.be/OWwVD1xdAX4
เรื่องย่อ เรื่องราวของ อเล็กซ์ เด็กหนุ่มอ้วนสั้นที่แสนธรรมดา
เปิดเทอมวันแรกของโรงเรียนก็ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง วันหนึ่งหลังเลิกเรียน อเล็กซ์
ได้โดนเพื่อนไล่แกล้งจนเจ้าหนีเข้าไปหลบอยู่ในพื้นที่ห้าม และนั้นเป็นเหตุทำให้
อเล็กซ์ ได้เจอกับเอ็กซ์คาลิเบอร์ ดาบในตำนานที่ปักอยู่ ในหิน
การเจอกับดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างเวทมนตร์โบราณ
มาพบกับโลกยุคปัจจุบัน
อเล็กซ์จะต้องรวบรวมเหล่าเพื่อนเพื่อสร้างกลุ่มอัศวินร่วมกับพ่อมดเมอร์ลินในตำนาน
เพื่อรวมพลังโค่นอำนาจของแม่มดร้าย มอร์กาน่า
โดยการกอบกู้อนาคต อเล็กซ์ ต้องกลายเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในศึกนี้
รอชมกันได้แล้วที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ 17 ม.ค. 2562…

พ.ย. 11 2018

Wonder Park สวนสนุกสุดอัศจรรย์

Wonder Park สวนสนุกสุดอัศจรรย์
กำกับและก็เขียนบทโดย : จอช แอปเพลบอม และ อันเดร เนเมค
ประเภท : อนิเมชั่นผจญภัย
ค่ายภาพยนตร์ : Paramount Pictures
เข้าฉาย : 14 เดือนมีนาคม 2562
ภาพยนตร์อนิเมชั่นเสี่ยงภัยที่ผลิตขึ้นจากคอมพิวเตอร์ล้วนๆWonder Park
สวนสนุกสุดอัศจรรย์ (2019) โดยได้ผู้กำกับ จอช แอปเพลบอม รวมทั้ง อันเดร เนเมค
คู่หูผู้กำกับที่เคยฝากผลงานสุดมันไว้อย่าง Teenage Mutant Ninja Turtles: Out of the Shadows
เต่านินจา จากเงาสู่ฮีโร่ (2016) ที่สามารถปัดกวาดรายได้จากทั่วโลกมากยิ่งกว่า 490 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
แล้วก็ล่าสุดขอกลับมาทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นการผจญภัยอีกครั้งในเรื่อง Wonder Park สวนสนุกสุดอัศจรรย์
ล่าสุดทาง Paramount Pictures
เจ้าของอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาให้เราได้ชมกันแล้ว
เรื่องย่อ เรื่องราวของเด็กสาวกำพร้าที่ชื่อว่า Junena
ได้เข้าไปค้นพบสวนสนุกที่น่าอัศจรรย์ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์หลายๆขนิด
แต่ที่แปลกก็คือสวนสนุกเกินจินตนาการแห่งนี้ตั้งอยู่กลางป่า และมีชื่อว่า Wonderland
สำหรับผู้กำกับและเขียนบทของเรา จอช แอปเพลบอม และ อันเดร เนเมค
ผู้ที่เคยเขียนบทอนิเมชั่นแนวสัตว์พูดได้หลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น Zoo, Mission: Impossible – Ghost Protocol
และ Teenage Mutant Ninja Turtles เวอร์ชันรีบูท พูดได้ว่าประสบการณ์เฉียบแน่นอน
แถมทีพาร์กของเรานำโดยกลุ่มดาราหนังเยอะมาก ทั้ง บริอานนา เดนสกี, เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์, เค็น ฮัดสัน แคมป์เบล,
เคแนน ทอมป์สัน, มีลา คูนิส, จอห์น โอลิเวอร์, เคน จอง, แมททิว บรอเดริก, เคธ โซซี่ และ นอร์เบิร์ก ลีโอ บัตซ์ มาช่วยกันพาร์กในครั้งนี้
สำหรับผู้ที่คอยติดตามภาพยนตร์หัวข้อนี้ 14 มี.ค. 2562 เจอกันได้ที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศไทยเลยครับ…

พ.ย. 08 2018

ลือ! Johnny Depp จะไม่ได้เล่นบท Jack Sparrow ใน Pirates of the Caribbean แล้ว

ถือเป็นข่าวสารที่ฮือฮาไม่น้อยเมื่อมีรายงานว่า Disney
ตั้งใจจะนำแฟรนไชส์เรื่องดัง Pirates of the Caribbean กลับมาทำใหม่
แต่ว่าบางทีอาจไม่มีนักแสดงนำคนดังอย่าง Johnny Depp กลับมาเล่นบทนำเช่นเคย
ทั้งนี้ Depp เล่นเป็นตัวละคร “กัปตัน Jack Sparrow” ใน Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl
เมื่อปี 2003 ก่อนที่จะกลับมาเล่นบทนี้ในอีก 4 ภาคต่อมา
ซึ่งภาคปัจจุบันเป็น Dead Men Tell No Tales ในปี 2017
ก็เลยมีคำถามที่เกิดขึ้นตามมาว่าเขาจะได้มีส่วนร่วมในแผนการของ Disney
ที่คิดจะทำเวอร์ชั่นรีบูทด้วยหรือไม่ ซึ่ง Stuart Beattie
หนึ่งในกลุ่มนักเขียนบทดั้งเดิมของ Pirates of the Caribbean
ออกมาพูดในทำนองที่ว่า Depp จะไม่ได้กลับมาเล่นหนังเรื่องนี้อีกแล้ว
โดย Stuart Beattie เปิดเผยกับ DailyMailTV ว่า
ที่ผ่านมา Depp ทำผลงานไว้อย่างดีเยี่ยมจากการสร้างคาแรกเตอร์นี้ขึ้นมาเอง
กระทั่งกลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาไปแล้ว
และก็มองดูด้วยว่าตัวละคร Jack Sparrow จะถือเป็นมรดกตกทอดของ Depp
เพราะเขาเล่นบทนี้ในหนังมาแล้วถึง 5 เรื่อง และก็เป็นตัวละครที่เขาใส่ชุดไปเยี่ยมเด็กๆตามโรงพยาบาลด้วย
จึงนับว่าเป็นหน้าที่ที่จะกลายเป็นที่จดจำของผู้แสดงคนดังผู้นี้
แต่ ข่าวที่ออกมาดูแล้วยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือมากนัก แม้ DailyMailTV ระบุว่า Depp
มีปัญหาเรื่องส่วนตัวมาตลอดตอน 4 ปีให้หลัง ทั้งเรื่องเงินๆทองๆ, การแยกทางกับภรรยา Amber Heard
รวมถึงปัญหาติดสุราด้วย แต่จากที่ Beattie ให้สัมภาษณ์ ก็ไม่ได้บอกออกมาตรงๆว่า Depp
จะไม่ได้เล่นแฟรนไชส์เรื่องนี้ และหากว่า Disney จะทำหนังภาคต่อตามมาโดยใช้ตัวละครต่างๆที่ Beattie
เป็นคนร่วมสร้างสรรค์เอาไว้ในอดีต แต่เขาก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับหนังภาคอื่นๆอีกเลยนับตั้งแต่เขียนบทภาคต้นฉบับเอาไว้ในปี 2003…

พ.ย. 03 2018

Shazam! ซูเปอร์ฮีโร่อารมณ์ดี

ชื่ออังกฤษ : Shazam! ซูเปอร์ฮีโร่ร่าเริงแจ่มใส
ประเภท : ภาพยนตร์
แนว : Action, Fantasy, Sci-Fi
ผู้กำกับ : เดวิด เอฟ แซนเบิร์ก
ฉาย : 5 ม.ย. 2019
มาแล้วภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ได้ดึงมาสร้างจาก DC Comic
โดยใช้ชื่อว่า Shazam! ซูเปอร์ฮีโร่อารมณ์ดี
โดยได้ผู้กำกับฝีมือเลือดสาดอย่าง เดวิด เอฟ แซนเบิร์ก
ผู้กำกับจากภาพยนตร์เรื่อง Annabelle 2 Creation
แอนนาเบลล์ กำเนิดตุ๊กตาผี ล่าสุดทาง Warner Bros.
ได้ปล่อยตัวสิ่งแรกของ Shazam! ออกมาให้เราได้ชมกันแล้วพร้อมเผยภาพโปสเตอร์
ของภาพยนตร์ออกมาให้แฟนๆซูเปอร์ฮีโร่และแฟนค่าย DC ตื่นเต้นไปตามๆกัน
เรื่องย่อ เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ บิลลี่ แบ็ตสัน เด็กวัยรุ่นวัย 14 ปี
ที่ได้รับการถูกเลือกให้รับพลังวิเศษจากพ่อมด
และก็สามารถแปลงร่างเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ โดยการเรียกพลังของเขาต้องเอ่ยวาจาขึ้นว่า “Shazam!” (ช่ะแซม!!!)
ก็จะมีสายฟ้าผ่าลงมาแล้วตัวเขาและเปลี่ยนร่างเป็น ชายหนุ่มรูปร่างใหญ่โต
ที่มีพลังที่เทพเจ้าทั้ง 6 องค์ Solomon, Hercules, Atlas, Zues, Achilles และ Mercury
สำหรับผู้ที่มารับบทเจ้าซุปเปอร์ฮีโร่ของเรานั้นเป็น แซ็คคารี ลีวาย กับ มาร์ค สตรอง
ในบทด็อกเตอร์ ซิวานา ตัวร้ายของเรื่อง, แจ็ค ดิแลน แกรเซอร์ (IT)
ในบทเฟร็ดดี้ เพื่อนซี้ที่คลั่งซูเปอร์ฮีโร่ และสุดท้าย จิมอน ฮอนซู
ในบทพ่อมดผู้เริ่มต้นเรื่องราวในเรื่องนี้ ทั้งนี้ยังมีข่าวลือมาว่า “เดอะ ร็อค” (The Rock)”
ชายหนุ่มสมัยก่อนนักมวยปล้ำร่างบิ๊กจะมารับบท “แบล็ค อาดัม” (Black Adam) คู่ปรับของ Shazam! (ช่ะแซม!!!)
ทราบไหมว่า Shazam! ใช้ชื่อเดิมทีว่า กัปตันมาร์เวล และได้มาเปลี่ยนชื่อเพราะชื่อนี้ไปเหมือนกับ “กัปตันมาร์เวล”
ของทางค่าย Marvel Comics แถมจะต้องเปลี่ยนแปลงความรู้ความเข้าใจของนักแสดงที่ต้องใช้มาจนกระทั่งตอนนี้…
สำหรับคนชอบดูหนังซูเปอร์ฮีโร่บอกได้เลยว่าเรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่ไม่อยากให้แฟนๆได้พลาดชม 5 เมษายน 2019 มาแน่!…

ต.ค. 28 2018

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1989 : Indiana Jones and the Last Crusade

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1989เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Indiana Jones and
the Last Crusade หรือ ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 3 ตอน ศึกอภินิหารครูเสด ภาพยนตร์ซีรี่ส์ อินเดียน่า โจนส์
ภายใต้ฝีมือผู้กำกับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผู้มดฮอลลีวู้ด ภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Last Crusade
หรือ ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 3 ตอน ศึกอภินิหารครูเสด กล่าวถึงเรื่องราวของ ดร.อินเดียน่า โจนส์
ที่ต้องเดินทางไปตามหาขุมทรัพย์อีกครั้ง นั่นคือ จอกกาลิซ หรือ จอกศักดิ์สิทธิ์ ที่พระเยซูใช้ในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย
แถมจอกที่ว่านี้ยังเคยรองรับพระโลหิตของพระองค์ตอนถูกตรึงกางเขนมาแล้วด้วย จากนั้นจอกดังกล่าวตกอยู่ในมือของ
โจเซฟแห่งอารามาเทีย ช่วงหนึ่ง ก่อนจะหายสาบสูญไปนับพันปี เงื่อนงำล่าสุดก็คือ อัศวินสามพี่น้องแห่งสงครามครูเสดเป็นผู้พิทักษ์เอาไว้
โดยคนพี่คนแรกได้เสียชีวิตไปก่อน ส่วนอัศวินคนที่สองก่อนตายก็ได้เปิดเผยความลับนี่แก่หลวง
พ่อรูปหนึ่ง ขณะที่น้องสุดท้องก็ไม่มีใครได้พบเจอ แต่ว่ากันว่าเขายังคงปกป้องจอกนี้อยู่ ซึ่งในตำนานได้กล่าวไว้ว่าใครได้ครอบครองและดื่มน้ำจากจอก
คนผู้นั้นจะเป็นอมตะ ความมหัศจรรย์ของ จอกศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ ดร.อินเดียน่า
ได้รับการชักชวนจาก วอลเตอร์ โดโนแวน มหาเศรษฐีผู้หนึ่ง ให้ตามหาจอก หลังจากที่ ศจ.เฮนรี โจนส์ พ่อของ ดร.อินเดียน่า
ออกไปตามหาจอกแล้วก็หายไปก่อนหน้านี้ เรื่องดังกล่าวจี้ใจดำของ ดร.อินเดียน่า เป็นอย่างดี ทำให้เขาตกปากรับคำ วอลเตอร์
พร้อมดำเนินการสืบหาร่องรอยของพ่อทันทีแล้วการผจญภัยครั้งใหม่ก็เริ่มขึ้น
มันนำพาเขาไปพบกับศัตรูดั้งเดิมอย่างพวกนาซีที่ต้องการจอกศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน จุดเด่นที่ทำให้ Indiana Jones and the Last Crusade
กวาดรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ คือการดำเนินเรื่องที่ติ่นเต้นเร้าใจ ทั้งเนื้อเรื่องหลักอันเป็นตำนานของจอกศักดิ์สิทธิ์
และเนื้อเรื่องรองเกี่ยวกับพ่อลูกตระกูลโจนส์ นอกจากนี้ รายละเอียดที่เราไม่ทราบจาก Indiana Jones
ภาคก่อนๆ ก็คลายปมในภาคนี้เกือบทั้งหมด ไล่ตั้งแต่เรื่อง พ่อ,ปมกลัวงู หรือ รอยแผลที่คางของอินดี้
ไม่นับรวมการตามล่าของศัตรูเก่านาซี ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าติดตามตลอด 127 นาที ขณะเดียวกัน ดนตรีประกอบของ จอห์น วิลเลียมส์
ก็ยังจัดว่าโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของเขาเลยทีเดียว โดยเฉพาะเพลงแห่งจอก
และเพลงในฉากสุดท้ายที่วิหารจันทร์เสี้ยวต้องบอกว่าทรงพลังมาก
จนขอยกให้เป็นดนตรีที่ดีที่สุดของเขาไปเลย นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก
จะบอกว่านี่คือ Indiana Jones ที่เขาประทับใจมากที่สุด
แล้วคุณละ? ประทับใจหรือเปล่า? หากยังไม่ได้ดูไม่ได้ชมเราแนะนำให้รีบหามาชมสักครั้งในชีวิต แล้วจะต้องอึ้งว่านี่คือภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ…